เมอร์เซเดส -เบนซ์ ประกาศแนวรบเต็มสูบ ประเดิมเปิดตัวรถใหม่ 9 รุ่น พร้อมท้าชนเกรย์มาร์เก็ตด้วยการปรับลดราคารถ 7 รุ่น ตั้งแต่ 1 - 2 แสนบาท -อัดแคมเปญข้อเสนอทางการเงิน ผ่อนเดือนละ 25,900 บาท
ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่ายอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ใน 7 เดือนแรกของปี 2554 มีอัตราการเติบโต 5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือที่ 2,710 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์ C-Class จำนวน 1,023 คันมีอัตราการเติบโตที่ 7% และมีสัดส่วนการตลาด 49% ,ด้าน E-Class จำนวน 1,452 คัน มีอัตราการเติบโตที่ 2% และมีสัดส่วนการตลาด 57% และ S-Class จำนวน 204 คัน มีอัตราการเติบโตที่ 3% และมีสัดส่วนการตลาด 49% และรถยนต์เฉพาะกลุ่มอีก 31 คัน
"เรามั่นใจหลังจากเปิดนโยบายเชิงรุก ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของเมอร์เซเดส - เบนซ์ ประเทศไทย เพราะในช่วงที่ผ่านมาเราก็สามารถทำยอดขายได้เกินเป้าหมายที่วางไว้"
ทีมา:http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=82989:-2-&catid=134:than-auto-&Itemid=452
วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554
ไทยลุ้นขายข้าวล็อตใหญ่แอฟริกา
พาณิชย์สั่งลุยตลาดแอฟริกาชดเชย 3 ตลาดหลักแนวโน้มหดตัว "กิตติรัตน์"สั่งขยายการค้าควบคู่ลงทุน มั่นใจส่งออกไปแอฟริกา 53 ประเทศภาพรวมปีนี้โต 10% ตามเป้า ปีหน้ายังขยายตัวต่อเนื่อง รอลุ้นข่าวดีสหภาพแอฟริกาประชุมความต้องการซื้อข้าวปี 55 หวังส้มหล่นไทย
นางนันทัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" จากเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักของไทยทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะ และภัยพิบัติ ทางกรมมีแผนจะขยายการส่งออกไปยังตลาดที่กำลังมีศักยภาพเพื่อลดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือตลาดแอฟริกาซึ่งมี 53 ประเทศ และมีตลาดผู้บริโภครวมกันกว่า 930 ล้านคนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังขยายตัว
สำหรับการส่งออกไปยังตลาดแอฟริกาในปีนี้มั่นใจว่าจะขยายตัวในอัตรา 10% มูลค่า 7,624 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามเป้าหมาย โดยการส่งออกไปตลาดแอฟริกาช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 4,404.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 21.51% โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 3,009.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
"เป้าหมายการส่งออกไปยังทวีปแอฟริกาในปีหน้าทางผู้บริหารของกรมร่วมกับทูตพาณิชย์ที่ประจำการในทวีปแอฟริกาอยู่ระหว่างการจัดทำเป้าหมายและแผนงานรองรับ ซึ่งคิดว่าน่าจะยังขยายตัวได้ดี ส่วนกลยุทธ์การเจาะตลาดจะยังเน้นการจัดคณะผู้แทนการค้า เพื่อจับคู่ธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจของไทยกับแอฟริกา การเพิ่มจำนวนการจัดงานแสดงสินค้าไทยในแอฟริกา ทั้งนี้ในตลาดแอฟริกาท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้นโยบายขยายการค้า และการลงทุนเพื่อเข้าถึงตลาดโดยตรงไปพร้อมกัน เพราะแอฟริกามีแหล่งวัตถุดิบ และพลังงานเป็นจำนวนมาก รวมถึงการส่งวัตถุดิบกลับมาผลิตที่เมืองไทยแล้วส่งออก"
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=83631:2011-09-14-03-27-48&catid=87:2009-02-08-11-23-26&Itemid=423
นางนันทัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" จากเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักของไทยทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะ และภัยพิบัติ ทางกรมมีแผนจะขยายการส่งออกไปยังตลาดที่กำลังมีศักยภาพเพื่อลดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือตลาดแอฟริกาซึ่งมี 53 ประเทศ และมีตลาดผู้บริโภครวมกันกว่า 930 ล้านคนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังขยายตัว
สำหรับการส่งออกไปยังตลาดแอฟริกาในปีนี้มั่นใจว่าจะขยายตัวในอัตรา 10% มูลค่า 7,624 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามเป้าหมาย โดยการส่งออกไปตลาดแอฟริกาช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 4,404.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 21.51% โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 3,009.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
"เป้าหมายการส่งออกไปยังทวีปแอฟริกาในปีหน้าทางผู้บริหารของกรมร่วมกับทูตพาณิชย์ที่ประจำการในทวีปแอฟริกาอยู่ระหว่างการจัดทำเป้าหมายและแผนงานรองรับ ซึ่งคิดว่าน่าจะยังขยายตัวได้ดี ส่วนกลยุทธ์การเจาะตลาดจะยังเน้นการจัดคณะผู้แทนการค้า เพื่อจับคู่ธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจของไทยกับแอฟริกา การเพิ่มจำนวนการจัดงานแสดงสินค้าไทยในแอฟริกา ทั้งนี้ในตลาดแอฟริกาท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้นโยบายขยายการค้า และการลงทุนเพื่อเข้าถึงตลาดโดยตรงไปพร้อมกัน เพราะแอฟริกามีแหล่งวัตถุดิบ และพลังงานเป็นจำนวนมาก รวมถึงการส่งวัตถุดิบกลับมาผลิตที่เมืองไทยแล้วส่งออก"
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=83631:2011-09-14-03-27-48&catid=87:2009-02-08-11-23-26&Itemid=423
ไทยจะรับมือย่างไร ในภาวะเศรษฐกิจขาลง
ช่วงท้ายปี 2007 ประมาณ 3-4 เดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกช็อกจากวิกฤติซับไพรม์ (Sub-Prime)ของสหรัฐฯ กระทั่งรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังต้องตัดสินใจประกาศเทกโอเวอร์ สถาบันสินเชื่อ แฟนนี เม และเฟรดดี แมค ที่มีตัวเลขผลขาดทุนมหาศาล จากภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์แตกลง ทั้ง 2 สถาบันได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์กิจการโดยรัฐบาลกลางเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
ข่าวร้ายนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ทำให้มีการลดกำลังการผลิต และลอยแพคนงาน ทั้งในภาคการเงินและอุตสาหกรรมการผลิต ทั้งส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าโลกถดถอย และกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ และการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ด้วย สำหรับชาติยุโรปได้รับผลกระทบจากยักษ์ป่วยสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งยังมองไม่เห็นว่าชาติเหล่านั้น ยกเว้นเยอรมนีและยุโรปเหนือบางประเทศ จะออกจากวิกฤติอย่างไร เพื่อตอบโจทย์วิกฤติการเงินโลกที่โหดร้ายนี้ และแสวงหาทางออกจากวิกฤตินี้ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "ไทยจะรับมืออย่างไร ในภาวะเศรษฐกิจขาลงของยุโรป-อเมริกา?" เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 โดยได้รับเกียรติจากนายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), นายสมพร จิตเป็นธม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย, ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=81275:2011-08-29-01-54-27&catid=94:2009-02-08-11-26-28&Itemid=417
ข่าวร้ายนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ทำให้มีการลดกำลังการผลิต และลอยแพคนงาน ทั้งในภาคการเงินและอุตสาหกรรมการผลิต ทั้งส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าโลกถดถอย และกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ และการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ด้วย สำหรับชาติยุโรปได้รับผลกระทบจากยักษ์ป่วยสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งยังมองไม่เห็นว่าชาติเหล่านั้น ยกเว้นเยอรมนีและยุโรปเหนือบางประเทศ จะออกจากวิกฤติอย่างไร เพื่อตอบโจทย์วิกฤติการเงินโลกที่โหดร้ายนี้ และแสวงหาทางออกจากวิกฤตินี้ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "ไทยจะรับมืออย่างไร ในภาวะเศรษฐกิจขาลงของยุโรป-อเมริกา?" เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 โดยได้รับเกียรติจากนายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), นายสมพร จิตเป็นธม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย, ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=81275:2011-08-29-01-54-27&catid=94:2009-02-08-11-26-28&Itemid=417
ผู้ค้าทองรายใหญ่แห่อัพเกรดร้านทองตู้แดง เปิดห้องค้าทองแท่งสุดหรูแข่งดึงลูกค้า
ผู้ค้าทองรายใหญ่แห่อัพเกรดร้านทองตู้แดง เปิดห้องค้าทองแท่งสุดหรูแข่งดึงลูกค้า เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์สุดไฮเทค พร้อมจอมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวตลาดทองทั่วโลกแบบเรียลไทม์ "จินฮั้วเฮง"กำ 100 ล้านบาท หาทำเลย่านราชประสงค์ ประตูน้ำผุดห้องค้า ด้าน"ฮั่วเซ่งเฮง" ขยายห้องค้าเพิ่ม หลัง 5 สาขาลูกค้าแน่นเอี้ยด ขณะ"แม่ทองสุก" พัฒนา 4 สาขาในกรุงเทพฯ เป็นห้องค้า ชูคอนเซ็ปต์สะดวก สบาย ปลอดภัย ล่าสุดนักลงทุนแจ้งร้องเรียนถูกหลอกซื้อทองแท่ง 34 ล้านบาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัทห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า บริษัทมีแผนเปิดห้องค้าบริการซื้อขายทองคำแท่ง คาดว่าได้เห็นต้นปีหน้า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการลงทุนในทองคำ และรองรับกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อขายรายวัน หรือกลุ่มเก็งกำไร ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่นิยมใช้เครื่องมือสื่อสารในการซื้อขาย ทั้งโทรศัพท์มือถือ การซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือออนไลน์ รวมทั้งรองรับการเปิดให้บริการซื้อขายถึงเที่ยงคืน ผ่านระบบออนไลน์
โดยทำเลห้องค้าที่จะเปิดให้บริการ เบื้องต้นบริษัทมองทำเลย่านราชประสงค์และประตูน้ำ คาดว่าจะใช้พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 100 คน "คอนเซ็ปต์ห้องค้าที่จินฮั้วเฮงจะเปิดให้บริการลูกค้านั้น จะเป็นห้องค้าที่ทันสมัยด้วยระบบออนไลน์ อีกทั้งมีข้อมูลบริการเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน "
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัทห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า บริษัทมีแผนเปิดห้องค้าบริการซื้อขายทองคำแท่ง คาดว่าได้เห็นต้นปีหน้า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการลงทุนในทองคำ และรองรับกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อขายรายวัน หรือกลุ่มเก็งกำไร ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่นิยมใช้เครื่องมือสื่อสารในการซื้อขาย ทั้งโทรศัพท์มือถือ การซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือออนไลน์ รวมทั้งรองรับการเปิดให้บริการซื้อขายถึงเที่ยงคืน ผ่านระบบออนไลน์
โดยทำเลห้องค้าที่จะเปิดให้บริการ เบื้องต้นบริษัทมองทำเลย่านราชประสงค์และประตูน้ำ คาดว่าจะใช้พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 100 คน "คอนเซ็ปต์ห้องค้าที่จินฮั้วเฮงจะเปิดให้บริการลูกค้านั้น จะเป็นห้องค้าที่ทันสมัยด้วยระบบออนไลน์ อีกทั้งมีข้อมูลบริการเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน "
'คืนภาษีรถยนต์คันแรก' "ใคร"ได้ประโยชน์
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 13 กันยายน 2554 สานฝันคนจำนวนไม่น้อยให้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรก"ในชีวิต" โดยครม.ไฟเขียวตามที่กระทรวงการคลังเสนอ "มาตรการภาษีสนับสนุนการมีรถยนต์คันแรก" กำหนดราคารถยนต์ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาท คืนภาษีไม่เกิน 1 แสนบาท
งานนี้ !!! รัฐบาลเอาใจสุดๆ เพราะแม้ความชัดเจนของเงื่อนไขโครงการนี้ยังไม่สะเด็ด ก็รีบรีบเข็นให้มีผลทันอกทันใจ สำหรับคนที่ซื้อรถยนต์เป็นคันแรกตั้งแต่ 16 ก.ย.2554 ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2555 รวมระยะเวลาของโครงการนี้ก็ร่วม 15 เดือน
ภายใต้วัตถุประสงค์ของโครงการที่รัฐบาลบอกว่า "สนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ได้ จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายคืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/คัน ให้ผู้ซื้อรถยนต์ขนาดไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ(Pick up) และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab) ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 500,000 คัน รัฐบาลใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท" บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าว
พร้อมกันนี้ รัฐบาลประกาศหลักเกณฑ์และกำหนดคุณสมบัติ 'ใครเข้าข่าย' ออกมา 7 ข้อ
1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555
2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน
3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน
6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี
8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี ไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=83890:-qq&catid=173:2009-05-19-15-25-04&Itemid=532
งานนี้ !!! รัฐบาลเอาใจสุดๆ เพราะแม้ความชัดเจนของเงื่อนไขโครงการนี้ยังไม่สะเด็ด ก็รีบรีบเข็นให้มีผลทันอกทันใจ สำหรับคนที่ซื้อรถยนต์เป็นคันแรกตั้งแต่ 16 ก.ย.2554 ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2555 รวมระยะเวลาของโครงการนี้ก็ร่วม 15 เดือน
ภายใต้วัตถุประสงค์ของโครงการที่รัฐบาลบอกว่า "สนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ได้ จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายคืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/คัน ให้ผู้ซื้อรถยนต์ขนาดไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ(Pick up) และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab) ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 500,000 คัน รัฐบาลใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท" บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าว
พร้อมกันนี้ รัฐบาลประกาศหลักเกณฑ์และกำหนดคุณสมบัติ 'ใครเข้าข่าย' ออกมา 7 ข้อ
1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555
2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน
3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน
6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี
8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี ไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=83890:-qq&catid=173:2009-05-19-15-25-04&Itemid=532
ผังกทม.ใหม่ คุมกำเนิดคอนโดฯ-หอพัก
ที่ดินนับพันซอยทั่วกรุง 6-10 เมตร ส่อร่วงระนาว ไม่มีการซื้อ-ขาย ผังเมืองกทม.ใหม่คุมกำเนิดอาคารประเภทอยู่อาศัยรวม คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หอพัก
ห้ามสร้างหวั่นปัญหาจราจร-ไฟไหม้ จากเดิมผุดสูงได้ไม่เกิน 8 ชั้น สมาคมอาคารชุดไทยระบุ พัฒนาได้เฉพาะแนวราบบ้านหรู ราคาแพงระยับ ไล่คนจนออกนอกเมือง แถมถนนใหม่ขนาด 12-40 เมตร 100 กว่าสายอยู่ชานเมืองดีมานด์ไม่มี
จากผลกระทบจากข้อกำหนดผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เจ้าของที่ดินพบว่า มีจุดผ่อนปรนค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันผลกระทบต่ออาคารอยู่อาศัยรวมทุกประเภทกลับได้รับผลกระทบโดยเฉพาะการนำขนาดถนนมาเป็นตัวกำหนดในการพัฒนา โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าและถนนขนาดความกว้างตั้งแต่ 12,16, และ 30 เมตร
ต่อเรื่องนี้ นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากข้อกำหนดผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ที่เข้มงวด ได้ส่งผลกระทบต่ออาคารประเภทที่อยู่อาศัยรวมทุกประเภทอย่างรุนแรง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ตลอดจนหอพัก เนื่องจากกำหนดห้ามก่อสร้างอาคารดังกล่าวในซอยเล็กที่มีเขตทาง 6, 8, และ10เมตร
อย่างไรก็ดีเท่ากับว่าเป็นการคุมกำเนิด อาคารที่อยู่อาศัยรวมดังกล่าว ขณะที่ผังเมืองฉบับเดิม สามารถพัฒนาได้โดยยึดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร และข้อบัญญัติของกทม. และ เอฟเออาร์ หรือ สัดส่วนอาคารต่อพื้นที่ดิน โดยสร้างคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 23 เมตรหรือ 8 ชั้น แต่อนาคตแม้แต่หอพักเล็กๆก็พัฒนาไม่ได้ ยกเว้นที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ แต่ต้องพัฒนาในลักษณะบ้านหรูสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะคุ้มกับต้นทุน เพราะราคาที่ดินค่อนข้างแพง
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=82002:2011-09-02-07-08-38&catid=128:-real-estate-&Itemid=478
ห้ามสร้างหวั่นปัญหาจราจร-ไฟไหม้ จากเดิมผุดสูงได้ไม่เกิน 8 ชั้น สมาคมอาคารชุดไทยระบุ พัฒนาได้เฉพาะแนวราบบ้านหรู ราคาแพงระยับ ไล่คนจนออกนอกเมือง แถมถนนใหม่ขนาด 12-40 เมตร 100 กว่าสายอยู่ชานเมืองดีมานด์ไม่มี
จากผลกระทบจากข้อกำหนดผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เจ้าของที่ดินพบว่า มีจุดผ่อนปรนค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันผลกระทบต่ออาคารอยู่อาศัยรวมทุกประเภทกลับได้รับผลกระทบโดยเฉพาะการนำขนาดถนนมาเป็นตัวกำหนดในการพัฒนา โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าและถนนขนาดความกว้างตั้งแต่ 12,16, และ 30 เมตร
ต่อเรื่องนี้ นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากข้อกำหนดผังเมืองรวมกทม.ใหม่ ที่เข้มงวด ได้ส่งผลกระทบต่ออาคารประเภทที่อยู่อาศัยรวมทุกประเภทอย่างรุนแรง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ตลอดจนหอพัก เนื่องจากกำหนดห้ามก่อสร้างอาคารดังกล่าวในซอยเล็กที่มีเขตทาง 6, 8, และ10เมตร
อย่างไรก็ดีเท่ากับว่าเป็นการคุมกำเนิด อาคารที่อยู่อาศัยรวมดังกล่าว ขณะที่ผังเมืองฉบับเดิม สามารถพัฒนาได้โดยยึดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร และข้อบัญญัติของกทม. และ เอฟเออาร์ หรือ สัดส่วนอาคารต่อพื้นที่ดิน โดยสร้างคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 23 เมตรหรือ 8 ชั้น แต่อนาคตแม้แต่หอพักเล็กๆก็พัฒนาไม่ได้ ยกเว้นที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ แต่ต้องพัฒนาในลักษณะบ้านหรูสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะคุ้มกับต้นทุน เพราะราคาที่ดินค่อนข้างแพง
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=82002:2011-09-02-07-08-38&catid=128:-real-estate-&Itemid=478
ตลาดโลกจับตาท่าทีเฟดโอกาสใช้ QE3 ต่ำ
นักลงทุนทั่วโลกจับตาการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของนายเบน เบอร์นานคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันศุกร์ (26 ส.ค.) ว่าจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีทีท่าชะลอตัว แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าประธานเฟดจะประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ หรือ QE3
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเบน เบอร์นานคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของตัวแทนจากธนาคารกลางทั่วประเทศที่เมืองแจ๊กสัน โฮล รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ในเช้าวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ในการประชุมเมื่อปีก่อน สุนทรพจน์ของนายเบอร์นานคีนำไปสู่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 2 หรือ QE2 ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=81054:-qe3-&catid=90:2009-02-08-11-24-34&Itemid=425
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






